คุณสมบัติของหนังวัวและวิธีการดูแลรักษา
หนังแบ่งออกเป็น ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. หนังแท้
2. หนังเทียมหรือหนังสังเคราะห์
1. หนังแท้ หมายถึง
หนังที่ได้จากสัตว์ต่างๆ เช่น หนังวัว หนังจระเข้ หนังหมู หนังปลากระเบน
หรือจากสัตว์ป่าอื่นๆ อีกมากมาย การนำหนังมาใช้ประโยชน์ แบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่
1.1 หนังดิบ ได้จากหนังสัตว์ที่ตายแล้ว
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง เช่น ทำหนังกลอง หนังตะลุง เป็นต้น
1.2 หนังฟอก
เป็นหนังดิบที่ผ่านการฟอกแบบต่างๆ เพื่อไม่ให้หนังเน่าเปื่อย มีลักษณะอ่อนนุ่ม
เรียบ สม่ำเสมอ สีสันสวยงาม มีความหนาตามต้องการ ซึ่งกรรมวิธีการฟอกหนัง
ก็จะแตกต่างกันตามชนิดของสัตว์แต่ละชนิด
- หนังสัตว์ที่มีลวดลายสวยงาม เช่น
หนังจระเข้ งู เสือ ม้าลาย
- หนังสัตว์ที่มีขนสวยงาม เช่น หมี
สุนัขจิ้งจอก
- หนังสัตว์ทั่วๆ ไป เช่น หนังวัว
จะมีสีผิวไม่สวยงาม ต้องนำมาตกแต่งและย้อมสี
หนังแท้จะมีลักษณะพื้นฐานที่สังเกตได้ง่าย
เช่น มีกลิ่นหนัง ผิวมีรูขุมขน ด้านหลังเป็นขนสักหลาด ซึมซับน้ำ หากอากาศเย็น เมื่อสัมผัสจะรู้สึกอุ่น
ขณะที่อากาศร้อน เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเย็น ดูแลทำความสะอาดค่อนข้างยาก
ลายบนผิวเป็นธรรมชาติ ไม่มีรอยต่อลาย (Emboss repeat) การพัฒนาด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมการฟอกหนังและการตกแต่ง (Finishing)
เป็นปัจจัยที่ทำให้ลักษณะพื้นฐานของหนังเปลี่ยนไปจนไม่อาจจะใช้เป็นตัวพิจารณาเพื่อบ่งบอกความเป็นหนังแท้ได้อีกต่อไป
ซึ่งการฟอกย้อมในปัจจุบันมีความพยายามที่จะลดกลิ่นหรือให้เจือจางที่สุด ดังนั้น
หนังแท้ที่ดีจึงมักไม่มีกลิ่น มีการใช้ Water Repel lance เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเกาะ
หนังที่มีฉนวนและถ่ายเทอากาศได้นั้นจะเป็นเฉพาะหนังประเภท Full grain หรือ Corrected grain ที่ผ่านการ Top coating
หรือ Finishing บางๆ เท่านั้น
หนังแท้ส่วนใหญ่มีผิวลาย หรือมีรอยย่นของผิว (Grain Break) โดยปกติจะมีลักษณะเป็นธรรมชาติเหมือนผิวหนังของคน
แต่หนังแท้บางชนิดที่เนื้อแน่นหรือแข็งที่เป็นหนังคุณภาพดีก็จะไม่มีรอยย่นของ
ผิวเหมือนหนังปกติทั่วไป หนังแท้จะมีขนาด (Shape/Size) แต่ละชิ้นไม่แน่นอนเพราะเป็นของธรรมชาติ
และหนังแท้จะไม่ติดไฟหรือถ้าติดก็จะดับได้เอง
เราสามารถแบ่งประเภทของหนังแท้ออกเป็น
4 ประเภท ได้ดังนี้
-Split
เป็นหนังที่อยู่ชั้นกลาง ซึ่งโครงสร้างของเนื้อหนังยังคงมีโครงสร้างที่ดี
จึงนำไปผลิตเป็นหนัง Nubuck หรือ Suede
และยังสามารถนำไปโค๊ตพียูเพื่อสร้างลวดลายเทียมได้
หนังประเภทนี้เหมาะสำหรับนำไปใช้เป็นหนังหน้าในการผลิตเครื่องหนัง
- Lining
เป็นหนังชั้นสุดท้าย
ซึ่งมีโครงสร้างไม่เหมาะสำหรับนำไปทำหนังหน้า
ส่วนใหญ่จะถูกนำไปทำซับในในผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง
- Bonded leather
เป็นเศษหนังที่ถูกกักไว้ในขั้นตอนการตัดหนัง
Full
grain, Split และ Lining นำไปผสมกับกาวและนำมาทำเป็นม้วนหรือแผ่น
หลังจากนั้นก็ผ่านการโค๊ตด้วยพียู หนังประเภทนี้สามารถนำไปใช้ได้ทุกส่วนของผลิตภัณฑ์เครื่องหนัง
2. หนังเทียม หมายถึง
สารสังเคราะห์ที่ถนำมาทำให้มีลักษณะคล้ายหนังแท้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
2.1
หนังเทียมประเภทเลียนแบบหนังแท้ หมายถึง
หนังเทียมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในลักษณะงานเช่นเดียวกันกับหนังแท้
ซึ่งส่วนมากจะพบในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า เข็มขัด ฯลฯ
ถ้าเป็นหนังแท้จะมีราคาแพงมาก
จึงจำเป็นต้องทำด้วยหนังเทียมเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่า
2.2 หนังเทียมประเภททดแทนหนังแท้ หมายถึงหนังเทียมที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้กับงาน
ซึ่งถ้าใช้หนังแท้จะต้องสิ้นเปลืองมาก หรือปริมาณของหนังแท้ไม่เพียงพอกับความต้องการของท้องตลาด
ข้อดีของหนังเทียม
1. มีราคาถูกกว่าหนังแท้
2. ทนแดด และความชื้นมากกว่าหนังแท้
3. มีพื้นผิวสม่ำเสมอ ไม่เสียเศษ
ไม่ต้องเลือกตำแหน่งที่จะตัดใช้งาน
4. ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสียของหนังเทียม
1. รับน้ำหนักได้ไม่เท่าหนังแท้
2. ฉีกขาดง่ายกว่าหนังแท้
3. มีความยืดหยุ่นน้อยกว่าหนังแท้
วิธีการทำความสะอาด
- หนังแท้ -
หลักง่ายๆ คือ หลังจากใช้กระเป๋าเสร็จรีบนำมาทำความสะอาดก่อน
ถ้ายิ่งเปียกน้ำหรือชื้น ยิ่งต้องรีบนำมาทำความสะอาดก่อนเก็บ
ไม่ควรจะปล่อยให้กระเป๋าที่เป็นหนังแท้ต้องอยู่กับความชื้นนานๆ
เพราะอาจจะทำให้หนังแท้เสื่อมได้ หรือถ้ากลัวชื้นก็ใส่เม็ดกันชื้นซองเล็กๆ
ไว้ในกระเป๋าก็จะช่วยได้ จากนั้นให้ใช้ผ้าหมาดๆ เช็ดทำความสะอาด
พอสะอาดแล้วให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้แห้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
จากนั้นใช้น้ำยาเคลือบหนังทาบางๆ ประมาณครึ่งชั่วโมง
น้ำยานี้จะมีหน้าทที่คล้ายตัวเคลือบกระเป๋า ทาแล้วให้เช็ดออกอีกที
และสุดท้ายการเก็บรักษานั้น ควารเก็บไว้ในที่ที่ไม่มีความชื้นมากนัก ง่ายๆคือ
การเก็บไว้ในตู้ จะแขวนหรือวางตามรูปทรงของกระเป๋าก็ได้
วิธีการเก็บรักษา
1.ควรเก็บกระเป๋าไว้ในถุงผ้าสำหรับเก็บกระเป๋าโดยเฉพาะ
เพราะถุงแบบนั้นจะมีข้อดี คือ ลมสามารถผ่านได้ พอประมาณกันฝุ่นได้
2.อย่าเก็บกระเป๋าไว้ในถุงพลาสติก
โดยเฉพาะกระเป๋าหนัง เพราะอากาศร้อนจะทำให้กระเป๋าหนังกรอบ
3.สิ่งที่ควรระวัง คือ
ถ้าวางกระเป๋าไว้ในตู้เสื้อผ้า โดยไม่ใส่ถุง อากาศที่อับและร้อน สามารถหลอมละลาย
สีเคลือบตู้ให้มาติดบนหนังกระเป๋าได้ โดยเฉพาะหนังแก้ว โปรดเก็บใส่ถุงผ้าก่อน
4.ควรนำกระเป๋ามารับออกซิเจนบ้าง
นำกระเป๋าออกมาจากถุงผ้า ให้อากาศสัมผัสหนังบ้าง โดยตั้งไว้ในห้อง
ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก สิ่งสำคัญ คือ ให้วางในร่มไม่ต้องตากแดด
5.ซื้อมาใหม่ ๆ ใช้สเปรย์ หรือครีมรักษาหนัง
ป้ายทารักษาไว้ก่อนใช้งาน จะช่วยให้กระเป๋าหนัง มีคุณภาพดี
ทนทานต่อริ้วรอยยิ่งขึ้น
6.การรักษารูปทรงเป็นอีกหนึ่งอย่างที่สำคัญ คือ
การยัดไส้กระเป๋าด้วยกระดาษ จะช่วยรักษารูปทรงได้
เพราะไม่ว่าเก็บไว้ในลักษณะนอนหรือตั้ง ก็ทำได้สบาย ไม่เป็นปัญหาต่อรูปทรง
